
ศูนย์ดาราศาสตร์อิสลาม
1.
ดาราศาสตร์ (Al Falak)
ดาราศาสตร์
เป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นมรดกของมุสลิม ซึ่งพัฒนาต่อมาจาก กรีก
โรมัน ดังจะเห็นจากชื่อดาวบนท้องฟ้าส่วนมากเป็นภาษาอาหรับ
เช่น ดาวอัลกอล Algol ในกลุ่มดาวเปอร์เซอุส ดาวอัลดีบาแรน
(Aldebaran) ในกลุ่มดาววัว ดาราศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็นสำหรับมุสลิม
เพราะเกี่ยวโยงกับชารีอะฮ์ (หลักการทางศาสนา) เช่น การกำหนดเวลาละหมาด
การกำหนดปฏิทินฮิจเราะฮ์ การกำหนดทิศกิบลัต (ทิศที่หันไปทางนครมักกะ)
และการกำหนดวันสำคัญต่างๆ ของอิสลาม จะเห็นได้ว่าดาราศาสตร์และศาสนกิจของอิสลามกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน
ดาราศาสตร์ในกุรอาน
บทที่ 2 ซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์ โองการที่ 164
และแท้จริงในการสร้างฟากฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการสลับระหว่างกลางคืนกับกลางวัน
และนาวาที่เคลื่อนที่อยู่ในทะเลเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์
และน้ำที่อัลลอฮ์ได้หลั่งลงมาจากฟ้า เพื่อชุบชีวิติแก่ผืนแผ่นดิน
ภายหลังที่มันได้ตายไป และทรงสร้างสัตว์ทุกชนิดให้กระจายไปทั่วแผ่นดิน
และการผันแปรของลม และเมฆที่ถูกควบคุมให้อยู่ระหว่างฟ้ากับแผ่นดิน
สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นสัญญลักษณ์สำหรับมวลชนที่ใช้ปัญญาตริตรอง
บทที่ 55 ซูเราะฮ์ อัรรอฮ์มาน โองการที่ 5
ดวงอาทิตย์และดวงเดือน ต่างโคจรไปตามการคำนวณ
บทที่ 55 ซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอ์ โองการที่ 33
พระองค์ผู้ทรงบันดาลกลางคืนและกลางวัน ดวงอาทิตย์และดวงเดือน
ทุกสิ่งนั้นโคจรตามเส้นทาง
บทที่ 10 ซูเราะฮ์ ยูนุส โองการที่ 5
พระองค์เป็นผู้ทรงบันดาลให้ดวงอาทิตย์มีประกายสว่างไสวและดวงเดือนเป็นรัศมี
และทรงกำหนดมันไว้หลายตำแหน่ง (ตามระบบการโคจร) เพื่อพวกเจ้าจะได้ทราบจำนวนปีและการคำนวณ
อัลลอฮ์มิทรงบันดาล สิ่งนั้นนอกจากโดยความสัจจริงพระองค์ทรงจำแนกบรรดาสัญลักษณ์ต่างๆ
เพื่อกลุ่มชนที่มีความรู้
บทที่ 36 ซูเราะฮฺ ยาซีน โองการที่ 39
และดวงเดือนเราได้กำหนดตำแหน่ง (คำนวณ) ต่างๆ ของมันไว้
(ให้เปลี่ยนแปลงที่ปรากฏในสายตา) จนกระทั่งมันมีสภาพประหนึ่งกาบอินทผลัมเก่าๆ
(เรียวเล็กในยามข้างแรม)
บทที่ 6 ซูเราะฮ์ อัลอันอาม โองการที่ 69
"พระองค์ทรงเป็นผู้เบิกอรุณรุ่ง และทรงบันดาลเวลากลางคืนให้เป็นเวลาพักผ่อน
และบันดาลดวงตะวัน และดวงเดือนเป็นหลักแห่งการคำนวณนั้นเป็นข้อกำหนดของ
(อัลลอฮฺ) ผู้ทรงอำนาจ อีกทั้งรอบรู้ยิ่ง "
บทที่ 2 ซูเราะฮ์ อัลบากอเราะฮ์ โองการที่ 189
"พวกเขาเหล่านั้นจะถามเจ้าเกี่ยวกับดวงจันทร์เสี้ยวเริ่มเดือนใหม่
เจ้าจงตอบว่า มันเป็นเครื่องหมายบอกเวลาแก่มนุษย์และการประกอบพิธีฮัจญ์
และหาใช่ว่าคุณธรรมแท้จะอยู่ที่พวกเจ้าเข้าบ้านทางเบื้องหลังของมัน
แต่ทว่าคุณธรรมที่แท้จริงนั้นคือ บุคคลที่มีความยำเกรงและเข้าบ้านตามประตูปกติของมัน
และพวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิดเพื่อพวกเจ้าจะได้ประสบความสมหวัง"
บทที่ 39 สูเราะฮ์ อัซซุมัร โองการที่ 5
พระองค์ทรงสร้างฟากฟ้าและแผ่นดินโดยสัจจะ ทรงล้ำกลางคืนกลางวัน
และทรงล้ำกลางวันกลางคืน และทรงอำนวยประโยชน์แก่ดวงตะวันและดวงดาว
ทุกๆสิ่งมันโคจรไปตามวาระที่ถูกกำหนดไว้แล้ว
บทที่ 31 สูเราะฮ์ ลุกมาน โองการที่ 29
เจ้าไม่สังเกตดอกหรือ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงล้ำกลางคืนเข้าในกลางวัน
และล้ำกลางวันข้าในกลางคืน และพระองค์ทรงอำนวยประโยชน์ดวงตะวันและดวงเดือน
ทั้งหมดนั้นจะโคจรไปตามกำหนดการที่ถูกระบุไว้ และแท้จริงอัลลอฮ์ทรงตระหนักยิ่ง
ในสิ่งที่พวกเจ้าประพฤติ
|
ชาวมุสลิมใช้ความรู้ดาราศาสตร์ในการกำหนดกรณีต่อไปนี้
1.
ใช้กำหนดเวลาปฏิบัติศาสนกิจหรือศอลาตในแต่ละเวลาของแต่ละวัน
2.
ใช้กำหนดทิศกิบลัตที่มุสลิมทุกคนต้องผินหน้าเข้าหาเวลาศอลาต
3.
ใช้กำหนดเดือนจันทรคติ หรือเดือนกอมารียะฮ์ ของปีฮิจเราะฮ์ศักราช
4.
ใช้กำหนดวันเริ่มต้นเดือนกอมารียะฮ์
5.
ใช้กำหนดวันสำคัญของอิสลาม เช่น อิดิลอัฏฮา อิดิลฟิตรี รอมฎอน
มุฮัรรอม เป็นต้น
สังคมมุสลิมต้องมีผู้รู้ในการที่จะกำหนดเวลาของสิ่งที่กล่าวมาทั้งห้าข้อนี้
ความสำคัญของวิชาดาราศาสตร์ในสังคมมุสลิมจึงมีมานานแล้ว เพราะการกำหนดเวลาเหล่านี้ต้องใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์ทั้งสิ้น
แม้แต่การสังเกตจันทร์เสี้ยว ในการขึ้นต้นเดือนกอมารียะฮ์เดือนใหม่
ผู้สังเกตจันทร์เสี้ยวต้องมีความรู้ จึงจะสรุปได้ถูกต้องว่า
สิ่งที่เห็นนั้นเป็น จันทร์เสี้ยวหรือไม่อย่างไร
(ข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา
มอ.ปัตตานี http://www.fathoni.com/lesson/falakweb/dara1.html)
2. ศาสนกิจของมุสลิม
ประชากรมุสลิมในประเทศไทยมีจำนวนประมาณ
7.4 ล้านคน เฉพาะที่อยู่ในภาคใต้ 6.3 ล้านคน ในปัตตานี 1.23
ล้านคน ในยะลา 1.09 ล้านคน ในนราธิวาส 1.14 ล้านคน เฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมัสยิด
36,615 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 84 ของจำนวนมัสยิดทั้งประเทศ กิจกรรมทางศาสนาที่ชาวมุสลิมทุกคนต้องทำทุกวันคือ
การละหมาด (การเข้าเฝ้าองค์พระอัลลอฮ์) ซึ่งจะกระทำกันวันละ
5 ครั้ง (โดยจะหันหน้าไปทางทิศกิบลัตหรือเมืองเมกกะ) ดังนี้
1. ละหมาดซุบฮิ ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนกระทั่งถึงดวงอาทิตย์ขึ้น
2. ละหมาดซุฮรี เริ่มเข้าตั้งแต่ดวงตะวันคล้อยผ่านจุดสูงสุด
(Solar noon) จนกระทั่งเงาของสรรพสิ่งทอดยาวออกไปเท่าตัว
3. ละหมาดอัศรี เริ่มเมื่อเงาของสรรพสิ่งยาวกว่าเท่าตัวของมัน
ไปจนเมื่อดวงอาทิตย์ตก
4. ละหมาดมักริบ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกจนสิ้นแสงตะวัน
5. ละหมาดอีซา เริ่มตั้งแต่แสงตะวันลับขอบฟ้า จนถึง แสงอรุณเริ่มเปิดฟ้าขึ้นมาใหม่
(ข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์
วิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี http://www.fathoni.com/lesson/falakweb/ch8_7.html)

ภาพที่ 1 แสดงช่วงเวลาในการละหมาด
จะเห็นได้ว่าการกำหนดเวลาในการละหมาดต้องใช้ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์และตรีโกณมิติ
ทั้งนี้เพราะโลกเป็นทรงกลม แกนของโลกเอียงขณะที่โคจรไปรอบๆ
ดวงอาทิตย์ จึงทำให้เวลาในการละหมาดเปลี่ยนไปทุกวัน และเวลาละหมาดในแต่ละสถานที่ก็ต่างกันไปด้วย
เนื่องจากใช้ระบบเวลาท้องถิ่นเฉพาะตำบล (Celestial time) มิใช่เวลามาตรฐานประเทศไทยซึ่งใช้เวลาท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี
(ลองกิจูด 105 องศาตะวันออก) การละหมาดของชาวมุสลิมแต่ละครั้งจึงอาศัยตารางเวลาในปฏิทินอิสลาม
ซึ่งคัดลอกมาจากอัลมาแน็คแสดงพิกัดตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าอีกทีหนึ่ง
ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบที่มาที่ไป ซึ่งอยู่เบื้องหลัง

ภาพที่ 2 ปฏิทินเวลาละหมาด
นอกจากการละหมาดซึ่งเป็นกิจกรรมในแต่ละวันแล้ว
ยังมีการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งต้องใช้กำหนดเวลาทางปฏิทินจันทรคติ
วันขึ้น 1 ค่ำของเดือนเก้า ถือเป็นหน้าที่ของชาวมุสลิมที่จะต้องติดตามการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์
เมื่อดวงจันทร์ปรากฏเสี้ยวสว่างครั้งแรกหลังจากเดือนดับ (ขึ้น
1 ค่ำ) ก็จะถือเอาวันนั้นเป็นวันแรกของเดือนรอมฎอน ชาวมุสลิมทุกคน
จะงดเว้นการรับประทานอาหารช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก
และเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีทั้งปวงเป็นเวลา 1 เดือน จนกระทั่งดวงจันทร์ปรากฏเป็นเสี้ยวสว่างครั้งแรก
อีกครั้งหนึ่งในเดือนถัดไป ก็จะทำการละศีลอด และมีการเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน
(ข้อมูลเพิ่มเติมในเว็บไซต์ วิทยาลัยอิสลามศึกษา
มอ.ปัตตานี http://www.fathoni.com/lesson/falakweb/dara2.html)

ภาพที่ 3 การศึกษาเสี้ยวจันทร์เพื่อการถือศีลอด
3.
โรงเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ระบบโรงเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
มีความแตกต่างจากภาคอื่นๆ ทั้งนี้เป็นเพราะ ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
และพูดภาษามลายู นิยมใช้อักษรรูมี (อักษรอังกฤษเขียนเป็นภาษามลายู)
และยาวี (อักษรอาหรับเขียนเป็นภาษามลายู) ในการศึกษาวิชาศาสนาชั้นสูงนิยมใช้ภาษาอาหรับ
1.
โรงเรียนรัฐบาล ในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ ประชาชนให้บุตรหลานเข้าโรงเรียนระดับประถมศึกษา
โดยเรียนวิชาศาสนาเพิ่มเติมในโรงเรียนตาฎีกาในวันหยุดราชการ
แต่ไม่นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลระดับมัธยมศึกษา
เนื่องจากการเรียนการสอนเน้นแต่วิชาสามัญ ไม่เน้นความรู้ด้านศาสนาอิสลาม
2.
สถาบันปอเนาะ เป็นสถาบันสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะ
มีรูปแบบการเรียนการสอนตามอัธยาศัย ไม่มีการเรียนการสอนวิชาสามัญ
บางแห่งมีการเพิ่มทักษะวิชาชีพให้กับผู้เรียน เมื่อผู้เรียนเรียนจบสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจและประกอบอาชีพที่หลากหลาย
เช่น เป็นครูสอนศาสนา เป็นผู้นำทางศาสนา ประกอบอาชีพส่วนตัว
และอื่นๆ
3.
โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เดิมเป็นโรงเรียนปอเนาะแล้วขึ้นทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการ
และเปิดสอนทั้งวิชาศาสนาและวิชาสามัญ ประชาชนนิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษากับโรงเรียนประเภทนี้มาก
เพราะเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่นักเรียน นอกเหนือไปจากความรู้ด้านวิชาศาสนาแล้ว
ยังมีความรู้ด้านวิชาสามัญสามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
4.
โรงเรียนตาฎีกา เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนความรู้พื้นฐานสำหรับศาสนาอิสลาม
ผู้เรียนส่วนใหญ่จึงมีอายุระหว่าง 5 12 ปี การเรียนการสอนส่วนใหญ่
เป็นการหัดอ่าน -เขียนภาษารูมี ภาษายาวี และทักษะการอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน
โรงเรียนตาฎีกาจะเปิดสอนในช่วงเวลาแล้วแต่สถานศึกษานั้นกำหนด
เช่นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือตอนเย็น เพื่อชดเชยความรู้ทางศาสนาให้แก่นักเรียนที่ศึกษาในโรงเรียนรัฐบาล
ครูผู้สอนส่วนใหญ่เป็นนักเรียนจากโรงเรียนสอนศาสนาในชั้นที่สูงกว่า
(พี่สอนน้อง)
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีสถาบันปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก
แต่ก็มีการสอนวิชาดาราศาสตร์อิสลามไม่มากนัก เนื่องจากขาดผู้มีความรู้และประสบการณ์ในสาขาวิชานี้
4.
ศูนย์ดาราศาสตร์อิสลาม
ศูนย์ดาราศาสตร์อิสลาม
(IAC: Islamic Astronomy Center) จัดตั้งขึ้นด้วยการสนับสนุนของศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดารศาสตร์
(LESA) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยมีสำนักงานอยู่ที่โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ
อ.เมือง จ.ยะลา เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
(มีนักเรียนมากกว่า 7,000 คน) และมีเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอยู่หลายแห่ง
ทั้งนี้โดยมีจุดประสงค์เพื่อ
1.
เป็นแหล่งการเรียนรู้ดาราศาสตร์ และเป็นศูนย์ประสานเครือข่ายการเรียนรู้ระหว่างโรงเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
2.
พัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์
3.
เผยแพร่ความรู้ดาราศาสตร์อิสลามให้แก่ประชาชน โดยการประสานงานกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
4.
ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาและมหาวิทยาลัยต่างๆ
ในการจัดกิจกรรมดาราศาสตร์เพื่อชุมชน เช่น การดูดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่างๆของศาสนาอิสลาม
5.
ประสานงานการเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร้พรมแดน กับ ศูนย์วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์
(LESA) รวมทั้งการสร้างนักวิจัยรุ่นเยาว์
กิจกรรมของศูนย์ฯ
1.
จัดหลักสูตรดาราศาสตร์และการใช้กล้องโทรทรรศน์ เพื่อสร้างบุคลากรแกนนำของศูนย์
2.
อบรมให้ความรู้ดาราศาสตร์พื้นฐานที่สอดคล้องกับความต้องการทางศาสนา
เช่น เรื่องการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า เพื่อให้ทราบถึงหลักการของเวลาละหมาด
การศึกษาปรากฏการณ์ข้างขึ้นข้างแรม เพื่อความเข้าใจเรื่องกำหนดวันถือศีลอด
เป็นต้น
3.
ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสาขาภาคใต้ของศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ
(LESA) จัดอบรมหลักสูตรดาราศาสตร์สากลให้กับครูในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อนำไปใช้ในการสอนภายในหลักสูตรสามัญ และจัดแค้มป์ดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน
4.
จัดกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกันอย่างไร้พรมแดน ร่วมกับนักเรียนในภาคอื่น
เช่น กิจกรรม MONGKUT (การวัดเส้นผ่าศูนย์กลางโลก)
5.
จัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนเอเชียแปซิฟิก เช่น กิจกรรม
Longitude (การหาพิกัดภูมิศาสตร์จากการสังเกตการณ์ท้องฟ้า)
โดยเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องกับ โรงเรียน Al Madinah และ
Zayed College ในประเทศนิวซีแลนด์ รวมทั้งสรรหาสมาชิกโรงเรียนใหม่ให้กับเครือข่าย

ภาพที่ 4 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการศูนย์ดาราศาสตร์อิสลาม
ในพิธีพระราชทานโล่เกียรติยศเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
เมื่อวันที่ 3 มี.ค.49
|